ปฐมบทนักเรียนไทยบนแผ่นดินเยอรมัน

ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงสู่สยามใหม่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราโชบายในการส่งพระราชโอรสหลายพระองค์มาศึกษาต่อในทวีปยุโรป ในปี พ.ศ. 2440 (ค.ศ. 1897) สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงย้ายจากประเทศอังกฤษมาศึกษาต่อในวิชาทหาร ณ โรงเรียนเตรียมทหาร (Kadettenschule) เมืองพ็อทซ์ดัม และ โรงเรียนนายร้อยปรัสเซีย (Hauptkadettenanstalt) ชานกรุงเบอร์ลิน  ถือได้ว่าเจ้านายพระองค์นี้เป็นนักเรียนไทยคนแรกที่มาศึกษาต่อยังประเทศเยอรมนี [1]

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สยามก็ได้ส่งนักเรียนทั้งฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือนมาศึกษาต่อในเยอรมนีอีกจำนวนหนึ่ง อาทิ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร, พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ กรมหมื่นสรรควิชัยนรบดี, สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก นอกจากนี้ยังมีสามัญชน เช่น พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) และ พันเอกพระยาทรงสุรเดช (เทพ พันธุมเสน) บุคคลเหล่านี้ต่อมาล้วนแล้วแต่มีบทบาทสำคัญในทางการเมืองและการพัฒนาประเทศไทยเป็นอย่างมาก

ท่ามกลางหมอกควันของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2457 (ค.ศ. 1914) นักเรียนไทยบางส่วนเดินทางกลับสยามหรือเปลี่ยนประเทศที่ศึกษา อย่างในกรณีของ พลตรีพระประศาสน์พิทยายุทธ (วัน ชูถิ่น) ที่ลี้ภัยไปศึกษา ณ วิทยาลัยโพลีเทคนิคนครซูริก สมาพันธรัฐสวิส กระทั่งในปี พ.ศ. 2460 (ค.ศ. 1917) สยามได้ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตต่อจักรวรรดิเยอรมันซึ่งอยู่คนละฝ่าย ในช่วงเวลาดังกล่าวมีนักเรียนไทยในเยอรมนีถูกจับเป็นเชลยทั้งสิ้น 18 คน เสียชีวิตระหว่างถูกคุมตัว 1 คน ส่วนที่เหลือเมื่อได้รับการปล่อยตัวก็ลี้ภัยไปยังประเทศฝรั่งเศส [2] บางคนเช่น ตั้ว ลพานุกรม ได้สมัครเป็นล่ามและทหารในกองทหารอาสาไทยในยุโรป

(ซ้าย) สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต และ (ขวา) พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน)
ขณะยังศึกษาวิชาทหารในจักรวรรดิเยอรมัน

เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุดลงในปลายปี พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918) นักเรียนไทยเหล่านี้บ้างก็เดินทางกลับสยาม บ้างก็ย้ายไปศึกษาในประเทศอื่นโดยเฉพาะสวิตเซอร์แลนด์ ทำให้ประเทศเยอรมนียุคสาธารณรัฐไวมาร์ว่างจากการมีนักเรียนไทยมาศึกษาต่อเป็นระยะเวลาหนึ่ง ต้องรอจนกระทั่งช่วงปี พ.ศ. 2470-2472 (ค.ศ. 1927-1929) ที่สยามเริ่มส่งนักเรียนกลับมาศึกษาต่อในเยอรมนีอีกครั้ง เริ่มจาก ม.ล. มานิจ ชุมสาย แล้วจึงตามด้วย ประกอบ หุตะสิงห์, หยุด แสงอุทัย, อัมพร ศรีไชยยันต์, จ่าง รัตนะรัต เป็นต้น [3]

การศึกษาของนักเรียนไทยได้ดำเนินสืบเนื่องต่อมาจนถึงยุคนาซีเยอรมนี (เริ่มในปี พ.ศ. 2476 หรือ ค.ศ. 1933) ในยุคนี้เองที่เริ่มมีหลักฐานถึงการมีอยู่ของ “สมาคมนักเรียนไทยในรัฐเยอรมัน” เป็นครั้งแรก แม้ไม่ปรากฏจุดกำเนิดของสมาคมแน่ชัด แต่จากคำบอกเล่าของ พล.ร.ต. ประวิศ ศรีพิพัฒน์ นักเรียนไทยที่ศึกษาในเยอรมนีระหว่างปี พ.ศ. 2479-2482 (ค.ศ. 1936-1939) (ต่อมาได้รับแต่งตั้งให้เป็น หัวหน้าสำนักงานผู้ดูแลนักเรียนไทย ณ กรุงบอนน์ คนแรก) ประวิศได้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมต่อจาก ดร.จ่าง รัตนะรัต ซึ่งคาดว่าดำรงตำแหน่งจนถึงปี พ.ศ. 2479 (ค.ศ. 1936)

จากบันทึกดังกล่าว สมาคมได้ดำเนินกิจกรรมมากมายในช่วงเวลานี้ เช่นการเข้าร่วมการประชุมสันนิบาตนักเรียนไทยในยุโรป ครั้งที่ 1 ณ กรุงบรัสเซลส์ ในปี พ.ศ. 2479 (ค.ศ. 1936) ร่วมกับสามัคคีสมาคมฯ (สมาคมนักเรียนไทยในสหราชอาณาจักร) สมาคมนักเรียนไทยในฝรั่งเศสฯ และนักเรียนไทยจากประเทศอื่นๆ ในทวีปยุโรป การจัดงาน Thailändischer Abend และค่ายพักแรมร่วมกับนักเรียนชาวเยอรมัน อีกทั้งยังได้มีการริเริ่มออกหนังสือ “เพื่อนไทยในรัฐเยอรมัน” เป็นครั้งแรก โดยมี ดร. อวย เกตุสิงห์ เป็นบรรณาธิการ [4]

นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งหลักฐานที่เชื่อได้ว่าเกี่ยวข้องกับสมาคมในยุคดังกล่าว คือเข็มกลัดสมาคม ซึ่งมีลักษณะเป็นเข็มทองคำลงยา ประดับรูปครุฑคล้ายตราอากาศไปรษณีย์สยามซึ่งออกใช้และได้รับความนิยมในช่วงปี พ.ศ. 2467-2482 (ค.ศ. 1924-1939) บนเข็มมีชื่อกำกับว่า “สมาคมนักเรียนไทยในรัฐเยอรมัน” และ “VEREIN SIAM. STUD. IN DEUTSCHLAND” (ในขณะนั้นประเทศไทยใช้ชื่อประเทศว่าสยาม) จึงสันนิษฐานได้ว่าเป็นเข็มที่สมาคมจัดทำขึ้น อาจเพื่อขายเรี่ยไรเงินสมทบทุนการดำเนินงานของสมาคมหรือแจกจ่ายกันในหมู่สมาชิก

เข็มกลัดรูปครุฑ สมาคมนักเรียนไทยในรัฐเยอรมัน ปัจจุบันเป็นสมบัติของ คุณนิรันดร วิศิษฎ์ศิลป์

คาดว่าสมาคมที่ก่อตั้งขึ้นนี้ได้ดำเนินกิจการเช่นนี้ไปได้ด้วยดีจนกระทั่งปี พ.ศ. 2482 (ค.ศ. 1939) ซึ่งสงครามโลกครั้งที่สองได้อุบัติขึ้น สมาคมนักเรียนไทยรัฐเยอรมันก็จึงได้ขาดช่วงลง โดยไม่มีหลักฐานถึงการดำเนินงานใดๆ ในช่วงสงครามและหลังจากนั้น

กำเนิดใหม่ และสายลมเดือนตุลา

ภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ได้ถือกำเนิดขึ้นในปี พ.ศ. 2492 (ค.ศ. 1949) ในช่วงเวลาเริ่มแรกดังกล่าว นักเรียนไทยที่มาศึกษาต่อในเยอรมนียังมีจำนวนน้อยมาก จะมีก็แต่บุตรของคณะทูตเท่านั้น โดยในปี พ.ศ. 2496 (ค.ศ. 1953) มีนักเรียนไทยในเยอรมนีอยู่เพียง 4 คน แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็เริ่มมีคนไทยกลับมาศึกษาต่อจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว กระทั่งเพียงห้าปีให้หลัง คือ พ.ศ. 2501 (ค.ศ. 1958) ก็มีนักเรียนไทยศึกษาอยู่ในเยอรมนีถึง 120 คน [5] ด้วยจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดนี้เอง รัฐบาลไทยจึงได้จัดตั้งสำนักงานผู้ดูแลนักเรียนขึ้นที่กรุงบอนน์ เพื่อดูแลนักเรียนทุนรัฐบาลและนักเรียนไทยคนอื่นๆ นับตั้งแต่นั้นมา สำนักงานดังกล่าวก็ได้กลายมาเป็นที่พึ่งพิงของนักเรียนไทยในเยอรมนีสืบต่อมาอีกหลายสิบปี

และก็เป็นในช่วงกึ่งพุทธกาลนี้เองที่กิจการนักเรียนไทยในเยอรมนีได้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง โดยในงานประชุมสันนิบาตนักเรียนไทยในยุโรป ครั้งที่ 2 ณ เมืองบาธ สหราชอาณาจักร กลางปี พ.ศ. 2500 (ค.ศ. 1957) ได้มีนักเรียนไทยจากประเทศเยอรมนีเข้าร่วมจำนวนหนึ่ง โดยยังไม่มีการรวมตัวขึ้นเป็นสมาคม กระนั้นเมื่อคล้อยหลังมาถึงช่วงปลายปี พ.ศ. 2500 ถึงต้นปี พ.ศ. 2501 (ค.ศ. 1957-1958) “สมาคมนักเรียนไทยในรัฐเยอรมัน” ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง คาดว่าก็ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของนักเรียนไทยในเยอรมนีที่พบกันในงานสันนิบาตนั้นนั่นเอง

ภาพการแสดงของกลุ่มนักเรียนไทยจากประเทศเยอรมนี ในงานประชุมสันนิบาตนักเรียนไทยในยุโรป ครั้งที่ 2 จากหนังสือที่ระลึกงานสันนิบาต

สำหรับวันก่อตั้งสมาคมในครั้งใหม่นี้อาจนับได้อยู่สองวันด้วยกัน วันแรกคือวันที่ 5 ธันวาคม 2500 (ค.ศ. 1957) ซึ่งมีการประชุมเพื่อร่างกฎสมาคมขึ้นเป็นครั้งแรก โดยบทกลอนสักวาชื่อ “สมาคมนักเรียนไทยในรัฐเยอรมัน” ของ ส. โพธิสุข ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือที่ระลึกงานสันนิบาตข้างต้น ได้ถือเอาวันดังกล่าวเป็นวันกำเนิดสมาคม อีกวันหนึ่งได้แก่วันที่ 9 มกราคม 2501 (ค.ศ. 1958) ซึ่งรับรู้กันเป็นการทั่วไปว่าเป็นวันจดทะเบียนสมาคมเป็นครั้งแรก ทั้งนี้วันที่ทั้งสองล้วนปรากฏอยู่ในหลักฐานของทางการ [6]

จากเอกสารข้อบังคับสมาคมฉบับแรกที่พบ คือฉบับปี พ.ศ. 2504 (ค.ศ. 1960) นั้น สมาคมใช้ชื่อเต็มว่า “Thai Studenten-Verein in Deutschland (unter der Schirmherrschaft S.M. des Königs)” อักษรย่อ “TSVD” หรือตามเอกสารภาษาไทยในยุคต่อๆ มาก็คือ “สมาคมนักเรียนไทยในรัฐเยอรมัน  ในพระบรมราชูปถัมภ์” อักษรย่อ “ส.น.ท.ย.” ตราสัญลักษณ์สมาคมกำหนดให้เป็นรูปช้างศึกทรงของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชประดับในโล่พร้อมแถบสีแนวตั้งลักษณะคล้ายธงชาติไทย มีชื่อสมาคมภาษาเยอรมันกำกับบนตราว่า “THAI STUDENTEN-VEREIN IN DEUTSCHLAND” (ในยุคต่อๆ มีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อย โดยเพิ่ม E.V. ต่อท้ายชื่อเพื่อแสดงถึงความเป็นสมาคมจดทะเบียน หรือ eingetragener Verein และเปลี่ยนเป็น e.V. ในช่วงปี พ.ศ. 2537-2538 (ค.ศ. 1994-1995) เพื่อให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ นอกจากนี้ ตราสัญลักษณ์แบบสีก็ได้มีใช้ขึ้นครั้งแรกในช่วงปี พ.ศ. 2540-2541 (ค.ศ. 1997-1998))

(จากซ้ายไปขวา) ตราสมาคมจากเอกสารในปี พ.ศ. 2518, 2537 และ 2558

ข้อบังคับสมาคมฉบับปี พ.ศ. 2504 (ค.ศ. 1960) กำหนดให้ ส.น.ท.ย. มีวัตถุประสงค์ดังนี้

  1. รักษาเกียรติยศและชื่อเสียงของประเทศไทย
  2. สร้างความสัมพันธ์และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยและเยอรมนี
  3. เป็นที่สมาคมของชาวไทยผู้พำนักในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
  4. สร้างเสริมความสัมพันธ์และเครือข่ายกับนักเรียนเก่าที่สำเร็จการศึกษาจากประเทศเยอรมนี
  5. ให้ข้อมูลและคำแนะนำแก่สมาชิก ชาวไทยที่เดินทางมายังสหพันธ์ และชาวเยอรมันที่จะเดินทางไปยังประเทศไทย

สำหรับการเข้าอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ของสมาคมนักเรียนไทยในเยอรมนีนั้น นอกเหนือจาก “unter der Schirmherrschaft S.M. des Königs” ที่ปรากฏในข้อบังคับฉบับปี พ.ศ. 2504 (ค.ศ. 1961) แล้ว ก็ไม่ปรากฏเอกสารอื่นใดที่อธิบายถึงความเป็นมาดังกล่าวอีก กระนั้นก็มีหลักฐานว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานทุนทรัพย์สนับสนุนกิจการของสมาคมในหลายยุคสมัย เช่นในช่วงปี พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) นอกจากนั้นแล้ว พระองค์ยังได้พระราชทานพระบรมราโชวาทเพื่ออัญเชิญมากล่าวเปิดยังที่ชุมนุมของนักเรียนไทยในเยอรมนีหลายต่อหลายครั้ง

พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ตีพิมพ์ในหนังสือ “เพื่อนไทย” ฉบับปี พ.ศ. 2518

ในช่วงทศวรรษที่ 2510 นี้ เริ่มปรากฏหลักฐานถึงรูปแบบของกิจกรรมที่ได้รับการสืบทอดต่อเนื่องมาอีกหลายปี นั่นก็คืองานชุมนุมประจำฤดู เช่นในปี พ.ศ. 2511 (ค.ศ. 1968) มีการจัดขึ้นอย่างน้อยสองครั้ง คืองานชุมนุมฤดูหนาว และงานชุมนุมฤดูร้อน ซึ่งงานที่สองนี้จัดให้เป็นงานชุมนุมสามัญประจำปีด้วย [7] การจัดงานชุมนุมในลักษณะนี้ มักประกอบไปด้วยกิจกรรมที่หลากหลายในงานเดียว เช่นกิจกรรมสันทนาการ เผยแพร่วัฒนธรรมไทย แข่งขันกีฬา ฉายภาพยนตร์ จัดทัศนศึกษา และเสวนาวิชาการ ทั้งหมดใช้เวลารวมทั้งงานประมาณหนึ่งสัปดาห์

นอกจากการจัดกิจกรรมแล้ว สมาคมยังได้จัดพิมพ์หนังสือ “เพื่อนไทย” เพื่อแจกจ่ายแก่สมาชิกเป็นรายปี โดยได้ตีพิมพ์เนื้อหาต่างๆ ทั้งเรื่องเล่าปกิณกะ บทกวี ข้อคิดเห็น และรายงานการดำเนินงานของสมาคม ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าชื่อของหนังสือมีความคล้ายคลึงกับ “เพื่อนไทยในรัฐเยอรมัน” ที่ออกโดยสมาคมในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่สองเป็นอย่างมาก จึงมีความเป็นไปได้ว่านักเรียนไทยในยุคนั้นอาจรับรู้และได้รับอิทธิพลจากการออกหนังสือมาจากสมาคมในยุคก่อน

เวลาล่วงมาถึงช่วงกลางทศวรรษที่ 2510 ได้เกิดกระแสความตื่นตัวทางการเมืองครั้งใหญ่ในหมู่นิสิตนักศึกษาในประเทศไทย และเพิ่มขึ้นสูงสุดภายหลังเหตุการณ์วันมหาวิปโยค 14 ตุลาคม 2516 (ค.ศ. 1973) กระแสการเมืองดังกล่าวได้ถูกส่งผ่านมายังชุมชนนักเรียนไทยในเยอรมนีอย่างชัดเจน ดังปรากฏว่าหนังสือเพื่อนไทยที่ออกในช่วง พ.ศ. 2518-2519 (ค.ศ. 1975-1976) เต็มไปด้วยเนื้อหาเชิงสังคมการเมือง หลายชิ้นเชิดชูแนวคิดสังคมนิยมและต่อต้านจักรวรรดินิยมอเมริกัน ที่น่าสนใจคือมีข้อเขียนของบุคคลมีชื่อเสียงมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ปรีดี พนมยงค์ หรือ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ร่วมตีพิมพ์ในเล่มด้วย

สำหรับปรีดีนั้น เมื่อได้ลี้ภัยทางการเมืองมายังประเทศฝรั่งเศส ปรีดีได้เข้าร่วมงานชุมนุมใหญ่ของสมาคมในฐานะองค์ปาฐกหลายครั้ง อย่างน้อยในระหว่างปี พ.ศ. 2516-2525 (ค.ศ. 1973-1982) และได้แสดงข้อคิดเห็นทางการเมืองต่างๆ ผ่านหนังสือเพื่อนไทยอยู่เสมอในฐานะสมาชิกกิตติมศักดิ์ของสมาคม นอกจากนั้น ธิดาทั้งสองได้แก่ วาณี และ สุดา พนมยงค์ ก็มีชื่ออยู่ในรายนามสมาชิกของสมาคมเช่นกัน ในยุคถัดมา ส.น.ท.ย. ยังได้เข้าเยี่ยมคารวะปรีดี ณ บ้านพักย่านอองโตนี กรุงปารีส ผ่านการประสานงานของสมาคมนักเรียนไทยในฝรั่งเศส เพื่อขอจัดทำหนังสืออัตชีวประวัติของปรีดีเพื่อเผยแพร่ในงานชุมนุมประจำปี ซึ่งปรีดีเป็นผู้เขียนต้นฉบับให้ด้วยตนเอง [8]

ปรีดี และท่านผู้หญิงพูนศุข  เข้าร่วมงานชุมนุมนักเรียนไทยในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน พ.ศ. 2517
ที่มา : หนังสือ วันปรีดี พนมยงค์ 11 พฤษภาคม 2536

นอกจากหนังสือเพื่อนไทยแล้ว ตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2517 (ค.ศ. 1974) สมาคมยังได้ออกหนังสืออีกฉบับที่เน้นแจ้งข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยโดยเฉพาะ ในชื่อ “คิดถึงบ้านของเรา” โดยในปี พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) ได้มีการตีพิมพ์ทั้งหมด 3 ฉบับ นอกจากนี้สมาคมยังได้เรียกร้องประเด็นทางการเมืองผ่านการออกแถลงการณ์และจดหมายเปิดผนึกหลายครั้ง เช่นครั้งที่ยื่นหนังสือเพื่อเรียกร้องสิทธิการเลือกตั้งให้กับคนไทยในต่างประเทศ (ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติปฏิเสธคำร้องขอดังกล่าว) งานชุมนุมนักเรียนไทยที่จัดขึ้นในช่วงนี้ก็พลอยมีกิจกรรมเสวนาทางการเมืองเพิ่มเข้าไปด้วย ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความตื่นตัวทางการเมืองของนักเรียนไทยในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ ในด้านกิจกรรมร่วมกับสมาคมนักเรียนไทยกลุ่มอื่น ยังปรากฏหลักฐานกล่าวถึงงานชุมนุมร่วมกันระหว่างนักเรียนไทยในเยอรมนีและฝรั่งเศส ณ เมืองเชเว่น ในปี พ.ศ. 2516 (ค.ศ. 1973) ซึ่งตามมาด้วยกิจกรรมสานสัมพันธ์ระหว่างสองสมาคมนี้อีกหลายคราว [9] ไม่ว่าจะเป็นการออกแถลงการณ์ร่วมกัน การออกหนังสือร่วมกัน เป็นต้น

ตัวอย่างจากหนังสือ “คิดถึงบ้านของเรา” ฉบับที่ 2 ปี 2519 ประกอบด้วย (ซ้าย) หน้าปก แสดงถึงอุดมการณ์ต่อต้านอิทธิพลของสหรัฐ และ
(ขวา) กำหนดการงานชุมนุมฤดูใบไม้ผลิ ณ เมืองบาด มาเรียนแบร์ก 
อนุเคราะห์เอกสาร : อธิคม มุกดาประกร

ห้วงเวลาของการเปลี่ยนผ่าน

ความตื่นตัวทางการเมืองของนิสิตนักศึกษาไทยในยุคนั้นมาถึงจุดหักเหสำคัญเมื่อเกิดเหตุสังหารหมู่ในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 (ค.ศ. 1976) การแสดงออกทางการเมืองในประเทศไทยไม่สามารถทำได้อย่างเสรีอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้จึงมี “คนเดือนตุลา” จำนวนหนึ่งเดินทางมาทำงานหรือศึกษาต่อในหลายประเทศในยุโรป และได้สร้างเครือข่ายกับนักเรียนไทยที่เรียนอยู่แล้วเพื่อทำกิจกรรมทางการเมืองอยู่บ้าง ทั้งนี้มีนักเรียนไทยในเยอรมนีในยุคนั้นบรรยายถึงการประจันหน้ากันระหว่างอุดมการณ์ฝ่ายขวาและซ้ายที่ค่อนข้างรุนแรง [10] กระนั้นก็คาดว่ากิจกรรมทั่วไปของสมาคมจะมิได้เน้นการเมืองเท่าในยุคก่อน แต่อาจกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มนักเรียนที่สนใจเป็นหลัก

สำหรับภาพรวมของสมาคมในยุคนี้ จากคำบอกเล่าของอดีตนายกสมาคมสองคนนั้น นักเรียนไทยที่เคยทำงานกับสมาคมในช่วงต้นทศวรรษที่ 2520 เมื่อยุติการศึกษาแล้ว บางส่วนยังคงทำงานหรือประกอบธุรกิจอยู่ในประเทศเยอรมนี โดยยังคงรักษาบทบาทของตนภายในสมาคมต่อไป ในช่วงเวลาดังกล่าว กิจการของสมาคมจึงเป็นไปภายใต้การนำของกลุ่มนักธุรกิจและแม่บ้านไทยเป็นหลัก มีเพียงบางปีที่มีนักเรียนได้รับเลือกตั้งและสามารถแทรกตัวขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกสมาคมได้ การดำเนินงานของสมาคมในช่วงนี้จึงถูกตั้งข้อครหาจากบางฝ่ายด้วยเช่นกัน

กระทั่งต้นทศวรรษที่ 2530 นี้เอง ที่มีความพยายามของนักเรียนกลุ่มต่างๆ ในการกลับขึ้นมามีบทบาทนำในสมาคมอีกครั้ง ในช่วงนี้กิจกรรมของนักเรียนหลายอย่างจึงได้รับการรื้อฟื้นกลับมาอีกครั้ง เช่นการแข่งขันฟุตบอลระหว่างนักเรียนไทยในเยอรมนีและฝรั่งเศส หรืองานชุมนุมของนักเรียนในแต่ละเมือง ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่างานชุมนุมประจำปีของสมาคม ซึ่งเคยเป็นงานใหญ่ที่มีกิจกรรมหลากหลายและใช้เวลาจัดเกือบหนึ่งสัปดาห์ ในยุคนี้ได้ลดเหลือเป็นเพียงงานประชุมและพบปะซึ่งใช้เวลาเพียงสองวันหนึ่งคืน ในขณะที่งานอื่นๆ ของสมาคมมักจะเป็นงานวันเดียว

นอกจากการจัดกิจกรรมโดยทั่วไปแล้ว การตีพิมพ์หนังสือของสมาคมก็ยังคงได้รับการสืบทอดอยู่ โดยอาจมีรายละเอียดที่แตกต่างกันออกไปบ้างในแต่ละปี เช่นบางปีใช้ชื่อหนังสือว่า “เพื่อนไทย” แต่บางปีใช้ชื่อของสมาคมโดยตรง เป็นต้น ทั้งนี้มีการตีพิมพ์หนังสือในลักษณะนี้แจกจ่ายให้กับสมาชิกปีละหลายเล่ม เช่นในช่วงปี พ.ศ. 2530-2532 (ค.ศ. 1987-1989) มีการผลิตราว 3-4 เดือนต่อเล่ม โดยมีเล่มสรุปประจำปีเป็นนิตยสารเล่มหนาตีพิมพ์สี่สี

อนึ่ง แม้ว่านักเรียนไทยส่วนใหญ่ในยุคนี้ศึกษาอยู่ในเมืองฝั่งเยอรมนีตะวันตก เช่นเดียวกับกิจกรรมของสมาคมที่ส่วนใหญ่จะจัดขึ้นในฝั่งนี้ ก็ยังมีนักเรียนไทยจำนวนหนึ่งที่ศึกษาอยู่ในเขตเบอร์ลินตะวันตก ซึ่งได้รับการสนับสนุนจูงใจเป็นพิเศษจากรัฐบาลเยอรมนีเพื่อเข้ามาอยู่อาศัยและศึกษาต่อ เมื่อเวลาผ่านไปก็เป็นนักเรียนไทยในกรุงเบอร์ลินรุ่นนี้เอง ที่ได้เป็นประจักษ์พยานต่อการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลินในปี พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989) และการรวมประเทศเยอรมนีในปีถัดมา ในช่วงเวลาหลังจากนั้น ส.น.ท.ย. ได้ร่วมจัดงานกับสถานกงสุลใหญ่ ณ กรุงเบอร์ลิน ที่ตั้งขึ้นใหม่ในหลายโอกาสด้วยกัน

ในช่วงกลางถึงปลายทศวรรษที่ 2530 นี้ ส.น.ท.ย. ได้เข้ามามีบทบาทช่วยงานวันชาติและวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม อันเป็นงานชุมนุมสำคัญของคนไทยซึ่งทางสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบอนน์ จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ทั้งนี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991) สมาคมยังได้ผลิตสลากการกุศลออกจำหน่ายในงาน เพื่อนำรายได้ไปบริจาคให้แก่ผู้ด้อยโอกาสผ่านองค์กรการกุศลในประเทศไทย เช่นมูลนิธิดวงประทีปและมูลนิธิชัยพัฒนา [11] นอกจากนี้สมาคมในยุคนั้นยังให้ความสำคัญกับกิจกรรมสาธารณประโยชน์อื่นๆ อีก เช่นการระดมทุนช่วยเหลือชุมชนชาวไทยภูเขาห้วยสัตว์ใหญ่ เป็นต้น

งานพบปะสังสรรค์ของกลุ่มนักเรียนไทย ช่วงวันหยุดคริสต์มาสและปีใหม่ ณ เมือง Winterberg ปี พ.ศ. 2537 (ค.ศ. 1994)
อนุเคราะห์ภาพ : กอบชัย ภัทรกุลวณิชย์

การจากไปของบ้าน ก.พ. และการมาถึงของโลกไร้พรมแดน

ในปี พ.ศ. 2540 (ค.ศ. 1997) ประเทศไทยต้องประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ อันนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่ทันตั้งตัวของหลายฝ่าย นักเรียนไทยในเยอรมนีส่วนหนึ่งจำต้องเดินทางกลับประเทศไทยเนื่องด้วยปัญหาทางการเงิน  สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนไทย ณ กรุงบอนน์ ที่เคยเป็นที่พึ่งพิง ของนักเรียนไทย และให้ความสนับสนุนสมาคมอย่างใกล้ชิดตลอดมา ก็จำต้องปิดตัวลงในปีถัดมาเนื่องจากปัญหาด้านงบประมาณ งานเลี้ยงอำลาซึ่งจัดขึ้น ณ ที่ตั้งของสำนักงานซึ่งเรียกกันว่า “บ้าน ก.พ.” มีนักเรียนไทยจากทั่วทั้งเยอรมนีเดินทางมาร่วมอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

ความเปลี่ยนแปลงนี้กลายเป็นแรงผลักดันให้ ส.น.ท.ย. พยายามขึ้นมามีบทบาทในการเป็นศูนย์กลางนักเรียนไทยในเยอรมนีมากขึ้น [12] ทั้งในแง่ของการแนะแนวให้ข้อมูลศึกษาต่อ และการปรับโครงสร้างของสมาคม เพื่อให้มีตัวแทนกลุ่มนักเรียนไทยจากเมืองและภูมิภาคต่างๆ ซึ่งเกาะกลุ่มกันอยู่แล้ว เช่นกลุ่มเมืองเกิททิงเง่น, เบอร์ลิน, อาเค่น, ไฮเดลแบร์ก-มันน์ไฮม์-คาร์สรูห์, กลุ่มไรน์-รัวห์ (มึนสเตอร์-โบคุ่ม) ให้เข้ามาดำรงตำแหน่งคณะกรรมการของสมาคมฯ โครงสร้างเช่นนี้ปรากฏชัดตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999) [13] จนถึงช่วงปลายทศวรรษดังกล่าว อนึ่ง เป็นช่วงนี้เองที่นักศึกษาระดับปริญญาเอกเริ่มเข้ามามีบทบาทใน ส.น.ท.ย. มากขึ้น จากที่ในยุคก่อนหน้ามักจะเป็นกลุ่มนักศึกษารุ่นอายุน้อยกว่า

งานเลี้ยงอำลาสำนักงานผู้ดูแลนักเรียนไทยในเยอรมนี ณ กรุงบอนน์ ในปี พ.ศ. 2541
อนุเคราะห์ภาพ : สุนทรียา เหมือนพะวงศ์

ในช่วงเวลาดังกล่าว กลุ่มนักศึกษานิติศาสตร์ เช่น ปริญญา เทวานฤมิตรกุล, บรรเจิด สิงคะเนติ และ สุนทรียา เหมือนพะวงศ์ ได้กลายเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมของนักเรียนไทยในเยอรมนี เช่นการจัดกิจกรรมสัญจรสัมพันธ์ งานเสวนาวิชาการ และค่ายการเมือง ซึ่งมักมีองค์ปาฐกที่มีชื่อเสียงเข้าร่วม เช่น สุลักษณ์ ศิวรักษ์, เสน่ห์ จามริก, ธงชัย วินิจจะกูล เป็นต้น นอกจากนี้ ในห้วงเวลาของการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2540 นั้น ส.น.ท.ย. ร่วมกับนักศึกษากลุ่มดังกล่าว ได้มีบทบาทสำคัญในการเรียกร้องสิทธิการเลือกตั้งของคนไทยในต่างประเทศ โดยมีการยื่นจดหมายต่อสภาร่างรัฐธรรมนูญและการลงชื่อร่วมกันของกลุ่มนักเรียนไทยในเมืองต่าง ๆ ทั่วเยอรมนี จนประสบผลสำเร็จในที่สุด [14] หลังจากที่ ส.น.ท.ย. เคยเรียกร้องสิทธินี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 (ค.ศ. 1974) 

การจัดงาน 5 ธันวา ในช่วงนี้มีความเปลี่ยนไปบ้างจากช่วงก่อนหน้า ตามแต่สถานการณ์และนโยบายของสถานเอกอัครราชทูต กล่าวคือนับตั้งแต่ พ.ศ. 2541 ส.น.ท.ย. มิได้จัดทำสลากการกุศลอีกต่อไป [15] สำหรับปี พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999) ซึ่งเป็นช่วงคาบเกี่ยวกับการย้ายสถานเอกอัครราชทูตไทยจากบอนน์ไปยังเบอร์ลิน งาน 5 ธันวา ในปีดังกล่าวโดยการนำของ ส.น.ท.ย. ยังคงจัดขึ้นที่บอนน์ โดยเพิ่มเติมกิจกรรมเสวนาวิชาการตอนกลางวัน กระทั่งปีถัดมาที่สมาคมได้ริเริ่มจัดงาน 5 ธันวา และงานอื่นๆ ที่กรุงเบอร์ลินเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ ในยุคนี้ยังมีการรื้อฟื้นกิจกรรมระหว่างประเทศขึ้นอีกครั้งหลังขาดช่วงลงไประยะหนึ่ง เช่น การแข่งขันกีฬาสัมพันธไมตรี เยอรมนี-ฝรั่งเศส, เนเธอร์แลนด์-เยอรมนี และยังมีการรวมกลุ่มนักศึกษาด้านสังคมศาสตร์ในยุโรป เป็นต้น

กิจกรรมวันชาติ และวันเฉลิมพระชนมพรรษา (งาน 5 ธันวา) ปี พ.ศ. 2543 ณ กรุงเบอร์ลิน

อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้คือเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต ซึ่งเริ่มเข้ามาในเยอรมนีตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 2530 สำหรับ ส.น.ท.ย. นั้น การติดต่อและแจ้งข่าวสารในช่วงก่อนหน้านี้ในหมู่สมาชิกล้วนอยู่ในรูปแบบการใช้โทรศัพท์ หรือการแจ้งผ่านหนังสือเพื่อนไทย จนกระทั่งสมาคมได้มีเว็บไซต์ของตนเองเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2541 (ค.ศ. 1998) ด้วยการริเริ่มของ ไพบูลย์ ช่วงทอง [16] ในปีถัดๆ มายังมีการสร้างเว็บไซต์สมาคมขึ้นใหม่อีกหลายเวอร์ชั่น โดยใช้ชื่อโดเมน vereine.freepage.de และ thaistudent.de ตามลำดับ เนื้อหาของเว็บไซต์ในยุคต้นๆ นี้ นอกจากจะมีการแจ้งข่าวให้แก่นักเรียนไทยในสหพันธ์ฯ แล้ว ยังมีการรวบรวมฐานข้อมูลสมาชิก ฐานข้อมูลงานวิจัย รวมทั้งเว็บบอร์ดของนักเรียนไทยในเยอรมนีอีกด้วย

โฮมเพจของ ส.น.ท.ย. ปี พ.ศ. 2542 ซึ่งยังคงเข้าถึงได้ในปัจจุบัน ลิงก์

วารสารประจำของสมาคมอย่างหนังสือเพื่อนไทย ก็ได้ถูกปรับรูปแบบการนำเสนอจากรูปเล่มเป็นบทความบนเว็บไซต์เช่นกัน โดยมีเนื้อหาหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นบทสัมภาษณ์ ท่องเที่ยว วิชาการ ความรู้รอบตัว บทประพันธ์ต่างๆ และประเด็นเชิงสังคมที่พอมีสอดแทรกบ้างประปราย ภายหลังยังคงมีการออกหนังสือ ส.น.ท.ย. ในชื่ออื่นอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็น TSVD Magazine และ Opnmnd ซึ่งมีรูปเล่มที่สวยงามขึ้นตามเทคโนโลยีที่มี และล้วนแล้วแต่เผยแพร่ในรูปแบบของ E-Magazine

ในปี พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999) ส.น.ท.ย. ได้จัดพิมพ์หนังสือ “เรียนเยอรมัน” เพื่อเผยแพร่ข้อมูลการศึกษาในสหพันธ์ฯ แก่ผู้สนใจ โดยเป็นการรวบรวมบทความแนะแนวที่นักเรียนรุ่นก่อนหน้าผลิตสะสมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 (ค.ศ. 1994) ต่อมาในปี พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003) มีการปรับปรุงหนังสือดังกล่าวแล้วตีพิมพ์อีกครั้งร่วมกับสำนักพิมพ์มติชน ในชื่อ “เรียนในเยอรมนี” [17] พันธกิจในการให้ความรู้และข้อมูลแก่ผู้ที่สนใจมาศึกษาต่อนี้ ได้รับการสืบทอดผ่านทางช่องทางต่างๆ ต่อมาจนถึงปัจจุบัน 

ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษที่ 2540 เป็นต้นมา กิจการนักเรียนไทยในเยอรมนีก็คึกคักยิ่งขึ้นจากการเข้ามาของนักเรียนโครงการหนึ่งอำเภอหนึ่งทุน (ODOS) โดยเฉพาะรุ่นที่ 1-3 ซึ่งเดินทางมาศึกษาต่อปริญญาตรีในปี พ.ศ. 2547, 2549 และ 2555 (ค.ศ. 2004, 2006 และ 2012) ตามลำดับ มีนักเรียนรุ่นละกว่า 80 คน นักเรียนกลุ่มใหญ่กลุ่มนี้ได้เข้ามาเป็นกำลังสำคัญในการจัดกิจกรรมหลายๆ ครั้งของสมาคม เช่นการจัดงานประชุมวิชาการ TSAC-TSIS 2013 ในปี พ.ศ. 2556 (ค.ศ. 2013) ณ เมืองเกิททิงเง่น เป็นต้น

ในช่วงหลังนี้ สมาคมและชุมชนนักเรียนไทยยังคงมีการจัดกิจกรรมเสริมสร้างความสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับกลุ่มเมืองและระดับประเทศ ไม่ว่าจะเป็น งานกีฬา งานเสวนาวิชาการ งานเชื่อมสัมพันธ์ และงาน ส.น.ท.ย. สัญจร แม้ว่าสมาคมจะลดบทบาทในการจัดงาน 5 ธันวา ลง โดยเหลือเพียงการเข้าไปช่วยงานตามความต้องการของสถานเอกอัครราชทูตเท่านั้น แต่โดยภาพรวมแล้ว ถือว่าการดำเนินกิจกรรมของสมาคมในด้านต่างๆ ได้รับการสืบทอดต่อมาอย่างไม่ขาดสาย นอกจากนี้ การเข้ามาของโซเชียลมีเดียในช่วงปี พ.ศ. 2552-2554 (ค.ศ. 2009-2011) ยังทำให้การติดต่อส่งข่าวสารกันระหว่างนักเรียนไทยในเยอรมนีเป็นไปด้วยความสะดวกรวดเร็วอย่างมาก

(ซ้าย) งานเสวนาวิชาการ พ.ศ. 2546 (ขวา) การแข่งขันฟุตบอลระหว่างเมืองอาเค่นและรัฐบาเดน-เวือร์ทเทิมแบร์ก พ.ศ. 2547

ส.น.ท.ย. ในยุคร่วมสมัย

ในยุคปัจจุบัน การดำเนินงานของ ส.น.ท.ย. ยังคงเป็นไปด้วยความหลากหลาย แตกต่างกันไปตามคณะกรรมการแต่ละรุ่น ไม่ว่าจะเป็นการจัดงานลอยกระทงในปี พ.ศ. 2561 (ค.ศ. 2018) ณ เมืองมันน์ไฮม์ หรืองาน TSVD Career Day ในปี พ.ศ. 2562 (ค.ศ. 2019) ณ กรุงเบอร์ลิน ทั้งนี้ก็ด้วยการสนับสนุนอันดีจากนักเรียนไทยในเยอรมนี รวมทั้งจากสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ และสำนักงานผู้ดูแลนักเรียนไทยที่กลับมาเปิดใหม่ ณ กรุงเบอร์ลิน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 (ค.ศ. 2014) รวมทั้งหน่วยงานและผู้สนับสนุนอีกเป็นจำนวนมาก

นอกจากการดำเนินงานที่จัดขึ้นเองภายในประเทศเยอรมนีแล้ว ส.น.ท.ย. ยังได้สร้างเครือข่ายกับองค์กรนักเรียนไทยในยุโรปหลายประเทศอย่างเหนียวแน่น และมีงานที่จัดร่วมกันเป็นประจำทุกปี เช่นงานประชุมวิชาการนักเรียนไทยในยุโรป (TSAC) หรืองานกีฬาจตุรสัมพันธ์ เด็กกำแพงหอหันเกมส์ (Be FrieND) ทั้งยังมีการร่วมมือกับนักเรียนไทยในประเทศอื่นตามแต่ละโอกาส เช่นในครั้งรณรงค์เรียกร้องสิทธิการลงประชามติของคนไทยในต่างประเทศ ระหว่างปี พ.ศ. 2563-2564 (ค.ศ. 2020-2021)

(ซ้าย) งานกีฬาตรีสัมพันธ์ กำแพงหอหันเกมส์ พ.ศ. 2560 (ขวา) งาน TSVD Career Day พ.ศ. 2563

นอกจากจัดกิจกรรมต่างๆ สมาคมยังได้ใช้ช่องทางหลักในการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นประโยชน์สองช่องทาง ได้แก่เว็บไซต์ tsvd.org และ เพจเฟซบุ๊กของสมาคม นอกจากนี้กลุ่มเฟซบุ๊กของสมาคมยังได้กลายเป็นศูนย์รวมให้ผู้สนใจเรียนต่อเยอรมนีเข้ามาถามคำถาม และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักเรียนปัจจุบันและนักเรียนเก่าจำนวนมาก

ในยุคสมัยนี้ ส.น.ท.ย. ยังคงยึดมั่นในพันธกิจที่ได้รับสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงทั้งของสังคมไทยและสังคมโลก เพื่อสร้างสังคมแห่งมิตรภาพและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในหมู่นักเรียนไทยในเยอรมนีโดยทั่วไป

เชิงอรรถ

[1] พชร แก่นเมือง. 2556. “นักเรียนไทยคนแรกในเยอรมนี.” opnmnd, no. 2 (มกราคม), 49.

[2] สมศักดิ์ ห์ลีละเมียร. 2518. “บันทึกระหว่างบรรทัด.” คิดถึงบ้านของเรา, (พฤศจิกายน), 101.

[3] สมศักดิ์ ห์ลีละเมียร. 2518. “บันทึกระหว่างบรรทัด.” คิดถึงบ้านของเรา, (พฤศจิกายน), 101.

[4] ประวิศ ศรีพิพัฒน์. 2510. “การศึกษาและฝึกงานในเยอรมัน.” In นิพนธ์ต่างเรื่อง อนุสรณ์ในการฌาปนกิจศพ นาง นุ่ม ณ สงขลา. กรุงเทพ: 65-66.

[5] สันนิบาต: ที่ระลึกการประชุมสันนิบาตนักเรียนไทยในยุโรป ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2500. 2501. Compiled by สุลักษณ์ ศิวรักษ์. ลอนดอน, สหราชอาณาจักร: สามัคคีสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์.

[6] Amtsgericht Bonn. 2564. Amtlicher chronologischer Ausdruck vom 12. Juni 2021 10:21:18.

[7] ส.น.ท.ย. 2511. “รายงานการประชุมของคณะกรรมการ.” เพื่อนไทย, 53-55.

[8] สมบัติ เบญจศิริมงคล. 2543. “100 ปี คนดีศรีสยาม.” TSVD_Pridi. http://vereine.freepage.de/cgi-bin/feets/freepage_ext/41030x030A/rewrite/tsvd/calendar/pridi/menu02.html.

[9] กองบรรณาธิการ. 2519. “กองบรรณาธิการแถลง.” คิดถึงบ้านของเรา - ส.น.ท.ฝ. สาร - (สิงหาคม): n.p.

[10] สมชาย เชื้อไทย. 2542. “ป้าทัศน์ พี่สมบัติ คุณยายและนายปรีดี.” Thai Student Association in Germany. http://vereine.freepage.de/cgi-bin/feets/freepage_ext/41030x030A/rewrite/tsvd/calendar/pridi/tat05_02.html.

[11] ส.น.ท.ย. 2543. “ผลงานสำคัญ.” Thai Student Association in Germany. http://vereine.freepage.de/cgi-bin/feets/freepage_ext/41030x030A/rewrite/tsvd/th/th_workII.htm.

[12] TSVD. 2564. “TSVD เสาร์นี้มีไรคุย ep.8 : คิดถึง (นายกฯ) คนเก่า.” YouTube. https://www.youtube.com/watch?v=rCFj7U-t84A&t=2857s.

[13] ส.น.ท.ย. 2542. “บันทึกการประชุมคณะกรรมการสมาคมฯ.” Thai Student Association in Germany. http://vereine.freepage.de/cgi-bin/feets/freepage_ext/41030x030A/rewrite/tsvd/th/th_ca_16_10_99.htm.

[14] ส.น.ท.ย. 2543. “ผลงานสำคัญ.” Thai Student Association in Germany. http://vereine.freepage.de/cgi-bin/feets/freepage_ext/41030x030A/rewrite/tsvd/th/th_workII.htm.

[15] ชลนภา อนุกูล. 2545. “เหง้าและรากของกิจการนักศึกษาไทยในเยอรมัน ในทศวรรษที่ผ่านมา พ.ศ. ๒๕๓๕-๒๕๔๕.” A Human's Journey. https://cholnapa.wordpress.com/2002/01/15/thaistudentingermanyroot/.

[16] ชลนภา อนุกูล. 2545. “เหง้าและรากของกิจการนักศึกษาไทยในเยอรมัน ในทศวรรษที่ผ่านมา พ.ศ. ๒๕๓๕-๒๕๔๕.” A Human's Journey. https://cholnapa.wordpress.com/2002/01/15/thaistudentingermanyroot/.

[17] พรนภัส โตรัตน์, ed. 2546. เรียนในเยอรมนี. กรุงเทพฯ: มติชน.

ประวัติฉบับนี้เรียบเรียงโดย คณะผู้ดำเนินโครงการรวบรวมเอกสารและจัดตั้งหอจดหมายเหตุนักเรียนไทยในเยอรมนี (พ.ศ. 2563-2564) ทั้งนี้เรายังขาดข้อมูลและเอกสารอีกมาก หากท่านมีข้อแก้ไขหรือหลักฐานเพิ่มเติม สามารถติดต่อมาได้ที่ info@tsvd.org