ปฐมบทของนิราศไกลบ้าน

คำถามที่ได้รับตลอดเวลาทำความรู้จักเพื่อนใหม่ หรือสัมภาษณ์งานและทุนการศึกษา คือ “ทำไมถึงเลือกมาเรียนที่เยอรมนี?” ทำให้เราแทบจะตอบเป็นแพทเทิร์นได้เลยว่า มันเริ่มมาจากตอนที่เป็นนิสิตปีที่ 3 บัญชี จุฬา ฯ เอก cost accounting พ.ศ. 2548 อาจารย์ที่ปรึกษาบอกว่าจะมีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยของเยอรมนีมาเปิดสัมมนาเรื่อง Environmental Management Accounting ให้ลองเข้าไปฟังสัมมนาดู นั่นเป็นการติดต่อกับชาวเยอรมัน คือ คุณคริสเตียน และ คุณโทเบียส เป็นครั้งแรก และเป็นการเปิดโลกทัศน์การเรียนต่อต่างประเทศเป็นครั้งแรก (ค่อนข้างจะเริ่มช้าไปเนอะ) แล้วก็ไม่เคยคิดว่าจะได้มาเรียนต่างประเทศ เพราะเป็นคนไม่เก่งภาษาอังกฤษมาแต่ไหนแต่ไร ได้ C+ มากินทั้งสองเทอมที่เรียน เลยคิดว่า เราไปเริ่มภาษาใหม่เลยล่ะกัน เพราะยังไงตอนอยู่ม.ปลายก็เรียนวิทย์-คณิต-เยอรมัน มา 2 ปี คงพอถูไถ — บอกได้คำเดียวว่าคิดผิดอย่างแรง ที่เรียนมานั้นไม่ได้ช่วยอะไร

1

ระหว่างนั้นก็พยายามเสนอตัวช่วยงานเค้าทำ เพราะเค้ามีโครงการวิจัยกับบริษัทผลิตกระดาษสาในภาคเหนือ ซึ่งเอกสารบางอย่างเค้าอ่านไม่เข้าใจ เราก็ช่วยแปลให้เค้า งานเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อให้เค้าจำเราได้

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก จบปริญญาตรีแล้วก็เริ่มทำงานเป็น Auditor Assistant ที่ Ernst & Young ตั้งแต่เดือนพ.ศ. 2549 ชีวิตการทำงานก็เรื่อย ๆ มาเรียง ๆ แต่โชคดีที่ได้ทำงานกับทีมที่เข้าใจกันดี พี่หัวหน้าน่ารัก ทีนี้ ก็ได้ข่าวจากอาจารย์ที่ปรึกษาว่า คณะนักวิจัยชุดเดิมจะมาเปิด Training ที่กรุงเทพ ฯ เป็นระยะเวลา 10 วัน ในเดือนกันยายน (ช่วงที่มีปฏิวัติหรืออะไรสักอย่าง มีรถถังออกมาด้วยอ่ะ)

อาจารย์ยังบอกอีกว่า “ชั้นจะบอกอะไรเธอนะ ถ้าเธออยากไปเรียนต่อที่เยอรมันล่ะก็ เธอต้องเสนอหน้ามาเข้าคอร์สนี้นะ” โหยยยย อาจารย์ไม่ต้องย้ำหนูก็อยากไปอยู่แล้วค่ะ

แต่ติดที่ว่าทำงานยังไม่ครบ 6 เดือน แต่จะขอลางาน 2 สัปดาห์ มันจะเป็นไปได้เหรอ? แต่ไม่ลองไม่รู้ค่ะ

เลยเดินไปถามพี่หัวหน้าที่เคารพ (ตอนนั้นออก job อยู่แถวสาทร) ว่าจะขอลางานได้มั้ยคะ อันนี้มันเป็นอนาคตของหนูนะคะ (ทำตาปริบ ๆ) พี่หัวหน้าก็บอกว่า “พี่ไม่มีปัญหาหรอกนะ แต่ฝ้ายต้องไปขอคุณณรงค์ (partner ของ E&Y) อีกที เพราะฝ้ายยังเป็นพนักงานใหม่”

จากนั้นก็จำรายละเอียดเรื่องการเดินทางขอใบลางานไม่ได้แน่ชัด แต่จำได้ว่า คุณณรงค์ เรียกไปพบเพื่อคุยเรื่องการลางาน ตอนไปรอหน้าห้องก็ตื่นเต้นอยู่แล้ว แล้วยังมาเจอแอร์ที่ไม่รู้จะเย็นไปถึงไหน ยิ่งมือสั่นปากสั่นเข้าไปอีก จะบ้าตาย พอถึงเวลา เราก็เข้าไปอธิบายว่าทำไมถึงอยากไป แล้วเนื้อหาที่สัมมนาเกี่ยวกับอะไร ก็บอกว่าเกี่ยวกับ Environmental Management Accounting for Sustainability Management in SMEs in South-East Asia แล้วก็บอกว่าผู้มาร่วมอบรมมาจากเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย

คุณณรงค์ก็บอกว่า “โอเค ผมอนุญาต ยังไงผมก็สนับสนุนให้หาความรู้ใหม่อยู่แล้ว”

สรุปว่า ได้ไปเข้าสัมมนาค่ะ และก็ได้คุยกับทั้งสองคนเรื่องเรียนต่อ MBA เค้าก็เอาใบสมัครมาให้ แล้วก็จะถือไปยื่นที่เยอรมนีให้เองด้วยค่ะ น่ารักมากเลย จริง ๆ ตอนที่สมัครไปคุณสมบัติก็ยังไม่ครบนะคะ คือ
1. ภาษาเยอรมันยังเป็น Beginner อยู่
2. ประสบการณ์ทำงานยังไม่ถึง 2 ปี แต่จุดนี้ คุณคริสเตียนกับคุณโทเบียสบอกว่า “คุณสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ของเพื่อนร่วมรุ่นคนอื่น ๆ ได้” แล้วเค้าทั้งสองคนก็เป็นคนยืนยันกับคณะกรรมการคัดเลือกนักเรียนที่เยอรมันว่าเราสามารถเรียนได้
พอได้รับการยืนยันจากมหาวิทยาลัยแล้ว ก็ยื่นใบลาออกค่ะ (แอบเลวและรู้สึกผิดนิดหน่อย แต่ก็คิดว่ายังไงบริษัทใหญ่อย่าง E&Y ขาดเราไปก็ไม่สะเทือนหรอก) แล้วก็เริ่มเรียนภาษาเยอรมันที่เกอเธ่ ทั้งหมด 6 เดือน แล้วก็มีเรียนตัวต่อตัวกับน้องที่เรียนอักษร ฯ เยอรมันควบคู่ไปด้วย

 

เผยแพร่ครั้งแรกที่ ปฐมบทของนิราศไกลบ้าน ในบล็อก ๗ ปี ใต้ปีกอินทรีเหล็ก

Shares